มาร์คัส แรชฟอร์ด ผิดหวังอย่างหนักไม่ได้ลงเป็นตัวจริงนัด แมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์ ส่อแววย้ายทีมในซีซั่นหน้า

มาร์คัส แรชฟอร์ด กำลังพิจารณาอนาคตของตัวเองกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองในนัดแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มาร์คัส แรชฟอร์ด ฟอร์มตกลงไปมากในช่วงหลัง เป็นเหตุให้ได้ลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 2 เกมจาก 11 เกมหลังสุด อย่างไรก็ตาม ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษถูกคาดหมายว่าจะลงตัวจริงเสียที หลังจากสองศูนย์หน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ เอดินสัน คาวานี่ ไม่มีชื่ออยู่ในทีมทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น ราล์ฟ รังนิก ก็ยังเลือกจับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ขึ้นมายืนสูงในรูปแบบฟอลส์ไนน์ สร้างความผิดหวังให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ได้ลงในครึ่งหลังในเกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม สนามเหย้าของทีมแมนซิตี้ ไปเพียง 26 นาที เป็นอย่างมาก

แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ รายงานว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด เจ็บปวดถึงขั้นกำลังพิจารณาอนาคตของตัวเองในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพราะเชื่อว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ตนเองสมควรได้โอกาสลงตัวจริง แม้ผลงานซีซั่นนี้เพิ่งยิงไปเพียง 5 ประตูจาก 24 เกมรวมทุกรายการเท่านั้นก็ตาม ภายหลังจบเกม รังนิก อธิบายการตัดสินใจของตัวเองว่า เราไม่ได้มีกองหน้าพร้อมลงเล่นเกมวันนี้มากนัก สำหรับเรา คำถามคือเราจะใช้ มาร์คัส ลงตัวจริง หรือเล่นฟอลส์ไนน์โดยใช้ บรูโน่ ขึ้นสูง แล้วเพิ่มกองกลางเติมเข้ามาอีกคน เพื่อทำให้แน่ใจว่าเราจะเอาชนะในจังหวะแย่งบอล ชัดเจนว่าพวกเขาจะพยายามทำสิ่งต่างๆ จากกลางสนาม นั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจใช้ บรูโน่ เป็นฟอลส์ไนน์ ที่ผ่านมามาร์คัส แรชฟอร์ด จัดเป็นขุมกำลังสำคัญของทัพผีแดง และมักจะลงมาเปลี่ยนเกมได้เสมอ หากต้องสตาร์ทจากม้านั่งสำรอง โดยประวัติส่วนตัวของเขาถือว่าเป็นแข้งน่าสนใจอีกหนึ่งคน เจ้าตัวนับเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่ หลุยส์ ฟาน กัล อดีตโค้ชชาวฮอลแลนด์ ทิ้งไว้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังก้าวมาเล่นในทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2015 ซึ่งอันที่จริงแล้วมาร์คัส แรชฟอร์ด อยู่กับทีมตั้งแต่ปี 2005 หรือตอนอายุเพียง 8 ขวบ เท่านั้น จนได้สัญญาฉบับอาชีพฉบับแรกเมื่ออายุ 18 ปี

ระหว่างกลางฤดูกาล 2015-2016 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอปัญหาปืนฝืดแดนหน้าของ ทำให้ ฟาน กัล ที่เป็นโค้ชในขณะนั้น ต้องดัน เจ้าหนูแรชฟอร์ด ขึ้นมาช่วย ก่อนที่เจ้าตัวจะกลายเป็นขวัญใจแฟนๆในชั่วพริบตาจากลีลาการเล่นที่เฉิดฉาย ไปกับบอลได้ดี ยิงประตูเฉียบขาด โดยทันทีที่ขึ้นมาปีแรก เจ้าตัวยิงไป 8 ประตู จาก 18 นัดรวมทุกรายการในซีซั่นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของทีมสำหรับการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และได้รับการคาดหวังจากแฟนๆว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นความหวังคนใหม่บนแผงเกมรุก ต่อมาปี 2016-2017 ผีแดงเปลี่ยนแม่ทัพให้ มูรินโญ่ เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม แรชฟอร์ด ถูกคาดหวังให้เป็นกองหน้าตัวหลักของทีมจากการให้สวมเสื้อเบอร์ 10 ที่ว่างลงจากการรีไทร์ของ เวย์น รูนี่ย์  ตำนานผีแดง ทำให้มาร์คัส แรชฟอร์ดได้ลงสนามให้กับทีมอย่างต่อเนื่อง โดยลงเล่นในลีกไปถึง 32 นัด แม้จะเป็นตัวสำรองส่วนใหญ่ แต่ก็ยังยิงได้ถึง 5 ประตู เบ็ดเสร็จลงทั้งหมด 53 นัด ยิงถึง 11 ประตู พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ ลีกคัพ ไปครอง นับเป็นโทรฟรี่ที่สองในอาชีพของเจ้าตัวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หลังจากนั้น แรชฟอร์ด ขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ แม้ทีมจะมีการเปลี่ยนโค้ชจาก มูรินโญ่ มาเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ปลายปี 2019 ก็ตาม เขายังยิงประตูให้ทีมอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ถล่มทลายเหมือนกองหน้าคนอื่น แต่ก็เป็นคนที่เสริมมิติเกมรุกให้ทีม สามารถออกไปเล่นริมเส้นได้ นอกจากนี้ยังเป็นนักเตะที่แข็งแรง วินัยดี ไม่ค่อยมีอาการบาดเจ็บรบกวน โดยนับตั้งแต่ได้เล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่นับฤดูกาลแรกกับฤดูกาลนี้ เขาลงเล่นในลีกเกิน 30 เกมทุกซีซั่น ผลงานอีกชิ้นของ เเรชฟอร์ด คือการคว้าแชมป์ ยูโรปาลีก กับ ผีแดง ในฤดูกาล 2016-2017 และรองแชมป์ยูโรปา 2020-21 จนกระทั่งเวลานี้ผลัดใบมาเป็นการทำทีมของ ราล์ฟ รังนิก เจ้าตัวก็ยังได้รับโอกาสอยู่พอสมควร แต่น่าเสียดายที่ซีซั่นนี้ มาร์คัส แรชฟอร์ด มาอาการบาดเจ็บหนักๆเข้ามารบกวนเป็นครั้งแรกๆในอาชีพ จึงหายหน้าไปอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็กลับมาลงเล่นให้ทีมแล้วในเวลานี้ เขามักจะถูกส่งลงสนามเสมอ แม้ว่าทีมจะมีแนวรุกซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , เอดิสัน คาวานี่ , อองโตนี่ มาร์กซิยาล , บรูโน่ แฟร์นันด์ส ฯลฯ ก็ตามที โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 ม.ค. 2022 แรชฟอร์ด ลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปทั้งสิ้น 288 นัด ยิงไป 93 ประตู ในเกมทางการ